ปี 2008 ฉันแบกเป้ไปญี่ปุ่นครั้งแรกกับคุณพี่ 7 วัน 8 คืน จำได้ว่าเป็นประสบการณ์เดินขาลากดิน ที่เจ็บปวดรวดร้าวจนยาคลายกล้ามเนื้อเอาไม่อยู่ ถามว่าสนุกไหม? มันสนุกเพราะทุกอย่างแปลกตาตื่นใจ คล้ายกับเด็กเจอของเล่นใหม่ แม้การแบกเป้ไปเองจะมีเวลาเสพบรรยากาศมากกว่าทัวร์ แต่คราวก่อนก็ยังรีบร้อนนิดๆ เพราะมีหลายแห่งที่อยากไปในความคิด
ตั้งแต่กลับมาก็คิดอยู่เสมอว่า อยากไปญี่ปุ่นอีกหลายๆ ครั้ง เพราะชอบลักษณะเฉพาะตัวของที่นั่น แต่ค่าเดินทางก็แพงเหลือเกิน 2 ปีผ่านไป มีคนเสนอให้ทำโปรแกรมเที่ยวแบกเป้กลุ่มเล็กๆ 4 – 7 คน ไปญี่ปุ่น 8 วัน 9 คืน ก็เลยทำแผนการเดินทางกับงบประมาณส่งไป จนกลายเป็นทริปนี้จนได้
ทริปนี้อยู่ในช่วงปิดเทอมและสงกรานต์ เลยได้โอกาสหิ้วหมึกไปด้วย เพราะตั้งแต่คราวที่ฝากหมึกไว้กับคุณยายคุณตา ฉันก็สัญญากับเจ้าตัวไว้ว่า “ไปญี่ปุ่นคราวหน้าจะพาหมึกไปด้วย” เลยทำให้คนที่ต้องอยู่เฝ้าบ้านกลายเป็นคุณพี่อย่างไม่มีข้อสงสัย
ตั๋วเครื่องบินหายากมากเต็มทุกเที่ยวบิน กว่าจะไปถึงโน่นกลีบซากุระ 2010 คงโรยรา สำหรับคนที่ฉันจะพาไป การได้พบญี่ปุ่นครั้งแรกแม้จะไม่ทันซากุระ ก็รับรองว่าคงทำให้จินตนาการบรรเจิดได้อยู่ดี ส่วนฉันนั้นแอบนึกดีใจ เพราะเคยได้ชมซากุระอย่างเต็มตาเมื่อคราวก่อน จึงอยากไปเห็นญี่ปุ่นในวันธรรมดา
ซากุระแรกนั้นยังงดงามไม่คลาย
นึกถึงญี่ปุ่นคราใด
ก็คล้ายมีหญิงสาวอ่อนหวานใส่กิโมโนมานั่งใกล้ๆ
นานวันผ่านไป ได้รู้จัก ได้ศึกษา ได้พินิจพิจารณา
ความแข็งแกร่งของเธอก็ยิ่งเร้าความสนใจ
ชวนให้อยากชิดใกล้
คราวนี้จะได้เห็นเธอถอดกิโมโนก็ดีใจ
อยากสัมผัสเธอในวันธรรมดา
วันที่ไม่แต่งหน้า วันที่เธอผ่อนคลาย
ฉันกำลังรีบจัดการงานที่ค้างคาให้เรียบร้อย ในขณะที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ และภาวนาอยู่ในใจข้อเดียว คือ ขอให้สนามบินสุวรรณภูมิใช้การได้



