คำพิพากษาคดี 76,000 ล้าน
ข่าวที่ใหญ่ที่สุดของวันนี้ คือ การพิพากษาคดี 76,000 ล้าน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย ที่คนไทยติดตามข่าวกันทั้งประเทศ ถ่ายทอดสดเกาะติดกันตั้งแต่ต้นจนจบ จากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ผลสรุปว่าท่านผู้นี้มีความผิดจริงหลายกรณี ซุกหุ้นชินคอร์ปให้คนที่เกี่ยวดองกัน เอื้อประโยชน์ชินคอร์ปโดยการออก พ.ร.ก. แปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นภาษีสรรพสามิต แก้ไขสัญญาส่วนแบ่งรายได้และการใช้เครือข่ายร่วม ทำให้รายจ่าย AIS ลดน้อยลงแต่มีรายได้เพิ่มขึ้น แล้วขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเส็ก
นอกจากนี้ยังลัดขั้นตอนอนุมัติเรื่องดาวเทียมไอพีสตาร์ แก้สัมปทานดาวเทียมไทคม และทำให้รัฐเสียประโยชน์โดยให้ EXIM Bank ปล่อยกู้พม่าดอกเบี้ยต่ำ ขยายระยะเวลาปลอดหนี้นาน โดยพม่าเอาเงินนั้นมาทำธุรกิจเกี่ยวกับมือถือและการสื่อสาร ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้ บ.ชินคอร์ป และบ.ไทคม
ศาลพิพากษายึดทรัพย์ 46,000 ล้าน พร้อมดอกเบี้ย คงเหลือคืนให้ตระกูลชินวัตร 30,000 ล้าน นั่นเป็นจำนวนโดยประมาณที่นับได้ว่ามหาศาล ยิ่งสำหรับคนทั่วไปที่ไม่เคยมีเงินส่วนตัวในบัญชีเกินหนึ่งล้าน ระหว่างฟังคำพิพากษาของศาล อาจจะอาการงุนงงกับปริมาณเงินที่เขาชี้แจ้งกันอยู่บ้าง นั่นก็พันล้าน นี่ก็หมื่นล้าน อะไรมันจะเยอะขนาดนั้น
ผลการตัดสินไม่ได้ทำให้ฉันแปลกใจ
เพราะพฤติกรรมของคนไทยน่าสนใจมากกว่า
ก่อนวันพิพากษา
คนส่วนใหญ่พูดถึงเรื่องนี้ และเดากันไป ต่างๆ นาๆ
แสดงความคิดเห็นแสดงความรู้สึกกันไป
ในเรื่องที่ตัวเองไม่มีข้อมูลเพียงพอจะให้ความเห็นได้
ครั้นพอถึงวันพิพากษา
วันที่ผู้รู้เขามานั่งแจกแจกแถลงที่มาที่ไปยาวหลายชั่วโมง
กลับไม่อดทนพอที่จะฟังให้เข้าใจ
“หน้าศาลฎีกา ไม่มี การอ่านคำพิพากษา
ผ่านเครื่องลำโพงขยายเสียงออกมาด้านนอก”
เรื่องที่ศาลพิพากษาวันนี้เกี่ยวกับความผิด ในการใช้อำนาจเพื่อทุจริตของอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งหมดนั้นล้วนไม่เกี่ยวกับสีเสื้อของใคร ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย จะรักจะชอบจะสนับสนุนใคร ย่อมเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่พึงเลือกได้
เมืองพุทธสอนให้เราใช้เหตุผลใช้ปัญญา
… อย่า งม งาย …




















