Archive for July 6th, 2010

Jul 06

แครอทปั่นกีวี

ใครชอบน้ำปั่นยกมือขึ้น     o/

ฉันคนนึงหละที่ชอบน้ำปั่นมาก และชอบสร้างสรรค์เมนู ปั่นโน่น ปั่นนี่ ผสมกันอยู่บ่อยๆ บางสูตรก็อร่อย บางสูตรก็แหวะ เลี่ยนจนกินแทบไม่ได้ แต่เมนูปั่นสุดโปรดที่อยากแนะนำ คือ แครอทปั่นกีวี

ส่วนผสม …

  • กีวี 1 ผล
  • แครอท 1 หัวใหญ่
  • โปรตีน 2 สกูป
  • น้ำแข็งป่นเล็กน้อย (ประมาณ 1 ถ้วยตวง)
  • นมสดไขมันต่ำ 100 ml.

นำแครอทที่หั่นตามแนวยาว ใส่ลงไปในเครื่องแยกกาก โดยไม่ต้องปอกเปลือก จะได้น้ำแครอทประมาณ 100 ml. ปอกเปลือกกีวีและหั่นเป็นชิ้น ใส่ลงใสโถปั่น เทน้ำแครอทและนมสดลงไป ใส่น้ำแข็งป่น ปั่นให้เข้ากันสักครู่ ก่อนใส่โปรตีนเป็นลำดับสุดท้าย แล้วปั่นอีกนิด ก็จะได้เครื่องดื่มแสนอร่อย

ความหวานจากแครอท ความเปรี้ยวจากกีวี และความมันนิดๆ จากนมและโปรตีน ทำให้เครื่องดื่มสีส้มแก้วนี้ รสชาดกลมกล่อม เปรี้ยวอมหวานกำลังดี โดยไม่ต้องเพิ่มน้ำเชื่อมหรือน้ำตาล ทั้งยังอุดมด้วยวิตามิน ไฟเบอร์ จากกีวีและแครอท แคลเซียมจากนม และโปรตีนที่เพิ่มคุณค่าให้อิ่มนาน

ใครที่กำลังอยูในช่วงควบคุมน้ำหนัก สามารถรับประทานเป็นอาหารเย็นเบาๆ แทนการรับประทานข้าวได้เลย ฉันเองดื่มไปเมื่อตอนเย็น ถึงตอนนี้ก็ยังอิ่มอยู่ น่าเสียดายที่รีบดื่ม จนลืมถ่ายรูปมาให้ดู

กากแครอทจากเครื่องแยกกาก เก็บใส่ตู้เย็นไว้ทำอาหารได้หลากหลาย ผสมกับไข่ทำออมเล็ตไฟเบอร์ก็ยังได้ ถ้ายังไม่มีเวลาก็แช่ช่องฟรีซไว้ อย่าเอาของดีๆ ไปทิ้ง … น่าเสียดาย

0
comments

Jul 06

ถือ ดื่ม เท่ห์

พอเริ่มดูแลสุขภาพ หลายคนก็มุ่งไปที่การลดน้ำหนัก ควบคุมอาหารกันเป็นการใหญ่ รวมไปถึงเข้าคอร์สออกกำลังกาย โดยลืมเรื่องสำคัญที่สามารถทำได้ง่าย

ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว (เท่ากับ 2 ลิตร)

ข้อดีของการดื่มน้ำเปล่ามีมากมาย แต่คนส่วนใหญ่ก็ทำงานเพลินจนลืมดื่มน้ำ หรือหันไปดื่มประเภทอื่นแทน เช่น น้ำผลไม้ น้ำอัดลม กาแฟเย็น ฯลฯ ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้อารมณ์สดชื่นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะโหยหาของหวานๆ อีก

จึงอยากรณรงค์ให้หันมาดื่มน้ำเปล่ากัน เดี๋ยวนี้คนนิยมถือ BB / iPhone ติดไม้ติดมือไปทุกที่ ถ้าเราจะเปลี่ยนมาถือกระติกน้ำ นำเทรนด์จะเป็นไรไป ถือ ดื่ม เท่ห์ ไม่ต้องอายใคร

ฉันรับรองเลยว่า ถ้าทำได้เป็นประจำ ผิวจะสวยนุ่มชุ่มชื้นไม่แห้งกร้าน หน้าตาอ่อนกว่าวัย ระบบขับถ่ายไหลลื่น ระบบไหลเวียนก็ดี ยิ่งถ้าอยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนัก น้ำจะช่วยให้ควบคุมน้ำหนักได้ง่าย … ลองดูสิคะ

กระติกน้ำขนาด 1 ลิตร ใบนี้ฉันถือติดมือเป็นประจำ
เดี๋ยวนี้ดื่มน้ำได้ วันละ 3 – 4 ลิตร

ใครไม่มีกระติกน้ำส่วนตัว … เชยค่ะ

0
comments

Jul 06

Food Diary

Food Diary คือ บันทึกการรับประทานอาหาร เพื่อค้นหาจุดอ่อนที่ควรปรับปรุง เช่น รับประทานอาหารครบหมู่หรือเปล่า ได้รับแคลเซียมพอไหม รับประทานขนมหวานมากไปหรือไม่ มื้อสุดท้ายดึกเกินไปไหม ฯลฯ

การเขียนบันทึกนี้ ไม่ต้องเขียนละเอียดว่ารับประทาน กี่คำ กี่แคลอรี่ แบบนั้นมันจะเครียดเกินไป แค่เขียนว่าเวลาใด รับประทานอาหารอะไรเข้าไปบ้าง อย่างตรงไปตรงมา และจริงใจกับตัวเอง เท่านั้นก็พอ

ฉันมักจะเขียน Food Diary อยู่เป็นประจำในสมุดบันทึกส่วนตัว แต่ช่วงนี้จะเขียนออนไลน์ลงใน Facebook ใครอยากชมตัวอย่าง เชิญที่ Facebook นะคะ (ไม่ได้โพสในส่วนของ Wall แต่โพสในส่วนของ Note ซึ่งสามารถหาอ่านย้อนหลังได้ง่าย)

http://www.facebook.com/ayishere/

0
comments

Jul 06

เส้นทางสายสุขภาพดี

หลังการตรวจร่างกายประจำปี พบว่าโรคภัยรุมเร้าเหลือเกิน จึงขยันหาความรู้เกี่ยวกับการดูแลตัวเอง ทั้งโปรแกรมอาหารและการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับ ลด ละ เลิก พฤติกรรมที่ไม่ดีต่างๆ เพราะเชื่อว่า สุขภาพดีเริ่มจากชีวิตที่มีวินัย ถ้าเราไม่ใจแข็งกับตัวเอง ก็ไม่มีใครจะมาดูแลบังคับเราได้

“การรักษาสุขภาพอย่างมีวินัย
ต้องเริ่มใหม่กันตลอดชาติเลยไหม?”

นั่นเป็นคำถามที่ฉันถามตัวเองเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว
และได้คำตอบว่า

“อยากมีครั้งสุดท้ายของการเริ่มใหม่อยู่เหมือนกัน”

ตั้งแต่วันนั้น (20/6/53) ฉันก็พยายามทำความเข้าใจตัวเอง ชั่งน้ำหนักและเปอร์เซ็นต์ไขมันตอนเช้า จดบันทึกการรับประทานอาหาร (Food Diary) และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ เพื่อปรับวิถีการดำเนินชีวิต ให้สอดคล้องกับเส้นทางสายสุขภาพดี

ความตั้งใจง่ายๆ ในเบื้องต้น …

* ดื่มเฉพาะ “น้ำสะอาด” อย่างน้อย 3 ลิตร/วัน เพื่อทำความสะอาดระบบต่างๆ
* รับประทานอาหารอย่างมีสติ เลือกสิ่งที่ดีเข้าสู่ร่างกาย

สัปดาห์แรก สามารถเมินขนมหวานต่างๆ รวมทั้งไอศกรีม วันแรกๆ ก็อยากทานขนมนะ แต่พอหลายวันผ่านไป ความอยากก็หายไปเอง เหมือนกับวงจรของหวานถูกตัด ไม่กิน ก็ไม่อยาก แต่เผลอดื่มกาแฟร้อน 1 แก้ว และแอบดื่มเบอร์เบิ้น 1 ช็อต (เหล้าเบอร์เบิ้นนี่เป็นสุดยอดโปรดของฉันเลย)

สัปดาห์ที่สอง ควบคุมตัวเองได้ดี มีสติมากขึ้น

* ฉันสามารถงดดื่ม “กาแฟ” และ “แอลกอฮอล์” อย่างเด็ดขาด รวมทั้งเครื่องดื่มผสมน้ำตาลและน้ำตาลเทียมทุกประเภท

การรับประทานอาหารผสมน้ำตาลเทียม “แอสปาแตม” อาจจะทำให้รู้สึกไม่ขาดหวาน แต่มันไม่ต่างจากหลอกตัวเอง ความหวานลวงๆ ของ “แอสปาแตม” อาจจะทำให้พึงพอใจ แต่ก่อให้เกิดโรคภัยตามมา เช่น ปวดข้อ ปวดเมื่อยเรื้อรัง อัลไซเมอร์ เบาหวาน ฯลฯ นอกจากนี้ เมื่อแอสปาแตมรวมตัวกับคาร์โบไฮเดรต จะทำให้สมองผลิตเซโรโทนินได้ช้าลง ทำให้ร่างกายขาดสมดุลและไม่มีความสุข

จะเลิกเสพติด ต้องเลิกที่ใจ
จะเลิกน้ำตาล อย่าหวานลวงร่างกาย

กลับมาดูแลสุขภาพคราวนี้ ไม่หักโหมออกกำลังกาย แค่พยายามเดินมากขึ้น หรือเล่นเครื่องวิ่งวงรี 15 นาที/วัน เล่นบ้าง เว้นบ้าง ไม่ได้เล่นต่อเนื่องทุกวัน เพราะคิดว่าความสม่ำเสมอ น่าจะเป็นหัวใจของแผนระยะยาว ไม่ใช่การเล่นกีฬาหักโหมพร้อมกับคุมอาหาร จนร่างกายขาดแหล่งพลังงาน แบบนั้นทำได้ไม่นานก็ต้องเลิก ตามมาด้วยอาการ “โยโย่” ผอมๆ อ้วนๆ

ไม่มีแผนการดูแลสุขภาพครอบจักรวาล
ที่จะดีสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้

เราจึงต้อง
ศึกษา เลือกสรร ผสมผสาน และปรับเปลี่ยน
เพื่อค้นหาสิ่งที่เหมาะกับตัวเองที่สุด

เพื่อก้าวเดินอย่างมั่นคง … บนเส้นทางสายสุขภาพดี

กราฟความก้าวหน้าของฉันในช่วง 2 สัปดาห์

healthy-progress-2w

กราฟสีเหลือง คือ น้ำหนักตัว กราฟสีเขียว คือ น้ำหนักไขมัน จะเห็นว่าแนวโน้มน้ำหนักตัวค่อยๆ ลดลง แต่ปริมาณไขมัน ขึ้นๆ ลงๆ จนสุดท้ายเท่าเดิม แสดงว่าน้ำหนักที่หายไป คือ น้ำหนักของกล้ามเนื้อ ถ้าเอาใจใส่บันทึกข้อมูลอย่างนี้ ก็จะทราบว่าจุดอ่อนของโปรแกรมอยู่ตรงไหน

  • ลองสอบถามผู้เชี่ยวชาญที่รู้จักกัน เธอให้ความเห็นว่า “รับประทานโปรตีนไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ส่วนที่หายไปจึงเป็นกล้ามเนื้อ ควรรรับประทานโปรตีนมากขึ้น และแนะนำให้ ดื่มโปรตีนเชคกับน้ำเปล่า ทันทีที่ตื่นนอนเพื่อสตาร์ทเมตาบอลิซึมแต่เช้า และดื่มก่อนนอนเพื่อเสริมซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอช่วงที่นอนหลับ
  • อีกประเด็นที่ฉันคิดเอง คือ “รับประทานคาร์โบไฮเดรทน้อยไป” เมื่อคาร์โบไฮเดรตซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลัก ไม่เพียงพอ ร่างกายจึงดึงกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงาน น่าจะปรับโดย รับประทานคาร์โบไฮเดรทมื้อเที่ยงให้มากขึ้น

ฉันจะลองปฏิบัติตามโปรแกรมที่ปรับนี้ แล้วจะมารายงานว่าเป็นอย่างไรต่อไป อยากให้เธอเป็นกำลังใจให้ด้วย ใครอยากแชร์ความคิดเห็น มีคำแนะนำ หรืออยากคุยกัน ยินดีเสมอนะคะ ^_^

4
comments