Archive for November, 2009

Nov 19

เชียร์ลีดเดอร์ อังกะลุง และบทกวาง

ฉันไปรับหมึกตอนเย็นที่โรงเรียนทุกวัน และได้พบเพื่อนๆ ของหมึกเสมอ ทักทายจนสนิทสนมกันอยู่หลายราย พอเด็กๆ เห็นฉัน ก็มักจะเข้ามา กึ่งฟ้อง กึ่งรายงาน ถึงพฤติกรรมของเจ้าลูกชาย

เย็นวันพุธเพื่อนหมึกบอกฉันว่า หมึกแอ๊บป่วยไปนอนอยู่ห้องพยาบาลตอนบ่าย พอเจอหน้าเจ้าตัวเลยอดถามไม่ได้

เพื่อนหมึกบอกแม่ว่าหมึกไปนอนห้องพยาบาล วิชา Science เหรอ

ครับ ปวดหัว ง่วง ไม่สบาย เลยไปนอนห้องพยาบาล

ความจริงสบายดี แต่ง่วงใช่มะ แล้วเย็นนี้จะเรียนพิเศษรึเปล่า ถ้าไม่ไหวกลับบ้านเลยก็ได้

เรียนครับ ไม่เป็นไรแล้ว อยากเรียนเลข

เมื่อตอนเที่ยง ไปเต้นเชียร์ลีดเดอร์มารึเปล่า

เต้นครับ ยังไปเต้นอยู่

แม่ว่าหมึกน่ะ เต้นเชียร์ลีดเดอร์จนหมดแรง

ไม่มั๊ง สนุกดีนะคุณแม่

อย่าไปนอนห้องพยาบาลบ่อยละกัน

ครับ ลืมบอกคุณแม่ไปอีกอย่างนึง

อะไรอีกง่ะ

หมึกไปเข้าวงเขย่าอังกะลุงที่โรงเรียนนะคุณแม่ สนุกมากเลย

เฮ้ย จะทำกิจกรรมอะไรนักหนา

ในห้องหมึกน่ะ มีคนที่คุณครูบอกว่าเขย่าดีใช้ได้อยู่ 3 คน แล้วหนึ่งในนั้นก็คือหมึกนี่แหละ ซ้อมในเวลาที่โรงเรียนไม่เสียเวลาหรอกครับ คุณแม่รู้ไหมว่าอังกะลุงไม่ใช่ของไทยนะ มันมาจากประเทศอินโดนีเซีย เมื่อก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 มันอันใหญ่มาก แต่เขาปรับปรุงให้มันเล็กลง เวลาเล่นที่โรงเรียนก็จะมี 7 แถว 7 เสียง หมึกอยู่เสียงซอล … บลา บลา บลา …

ท่าทางที่หมึกอธิบายเรื่องอังกะลุงให้ฟัง ทำให้ฉันติดเบรคไม่ได้ จนต้องปล่อยไป อยากทำอะไรก็ให้ทำ การบริหารเวลาเป็นเรื่องที่แม่อย่างฉันควรจะ เชื่อมั่นและประคับประคองอยู่ห่างๆ ฉันอยากให้หมึกบริหารจัดการตัวเองได้อย่างมั่นใจ

อีกเรื่องนึงครับ คริสต์มาสนี้ หมึกได้เป็นพระเอกละครเวที คุณครูให้คุณแม่เตรียมชุดสีขาวทั้งชุด เชิ้ตขาว กางเกงขายาวสีขาว

เดี๋ยวๆ ช้าก่อน ละครคริสต์มาสนี้ หมึกเคยบอกแม่ว่าหมึกเล่นเป็นกวางของซานต้าไม่ใช่เหรอ

หมึกไปขอคุณครูเปลี่ยนบท เพราะเป็นกวางมันไม่ได้พูดเลยอ่ะ

หาเรื่องใส่ตัวจริงๆ เลย แล้วบทใหม่นี่เป็นอะไร

เป็น bear สีขาวตัวใหญ่ เป็นพระเอกของเรื่อง บทพูดยาวมาก คนที่เคยเล่นบทนี้เขาก็ไปเป็นกวางแทน

แล้วเขาโกรธหมึกรึเปล่าที่คุณครูให้แลกบท

ไม่โกรธครับ เพื่อนหมึกเอง คุยกันแล้ว เขาขี้เกียจท่องบทยาว

ทำอะไรปรึกษาแม่บ้างก็ดีนะ ไม่ใช่ทำแล้วค่อยมาบอก

1
comments

Nov 17

สอนให้จำ ต่างจาก ทำให้ดู

มหาวิทยาลัยส่งเอกสารตอบรับการเป็นนักศึกษามาให้แล้ว พร้อมกับเอกสารสำคัญที่ชี้แจงวิธีการเรียนทางไกล เทอมนี้ลงทะเบียนเรียน 3 วิชา วิชาละ 6 หน่วยกิต รวม 18 หน่วยกิต

30201 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบริหาร
30202 หลักการบัญชี
30204 องค์การและการจัดการ

เทอมแรกของนักศึกษาโข่ง บอกตามตรงว่ารู้สึกหวั่นใจ ยิ่งเห็นตารางเรียนทาง True Vision ที่ต้องดู กับตารางสอนทางวิทยุ FM/AM ที่ต้องจัดเวลาฟัง ก็ยิ่งรู้สึกว่ากำลังเริ่มทำเรื่องที่ … จริงจังขนาดนี้เลยใช่ไหมเนี่ย

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

กว่าคุณแม่ของฉันจะเรียนจบจากรามคำแหง ฉันก็อยู่ประมาณ ป.5 – ป.6 ภาพที่คุณแม่ของฉันนั่งหลังขดหลังแข็ง เปิดไฟโคมในห้องนอนท่องหนังสือกลางดึก และภาพที่คุณแม่ตื่นตั้งแต่ตีสี่มาท่องหนังสือช่วงใกล้สอบ จึงเป็นภาพที่คุ้นเคยในใจ

คุณแม่ของฉันขาดแคลนโอกาสในการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
ทำงานไป เรียนไป ไม่ล้มเลิกง่ายๆ
พยามยามจนได้สมความตั้งใจ

แม้ว่าฉันจะเป็นคนใฝ่ศึกษา ก็มีช่วงเวลาที่ท้อกับการเรียน ทุกครั้งที่เบื่อหน่าย ความตั้งใจของคุณแม่ก็จะแวบเข้ามา ภาพที่เห็นจนคุ้นตาก็เหมือนกำแพงที่ดันหลังฉันไว้ ไม่ให้ล้มเลิกอะไรง่ายๆ

 … สอนให้จำ ต่างจาก ทำให้ดู อย่างนี้เอง …

0
comments

Nov 17

ร้านกาแฟก็ไม่ต่างจากคนรัก

น้องที่เช่าร้านกาแฟของฉัน บอกเลิกสัญญาเช่าเมื่อต้นเดือน หลังจากเปิดร้านอยู่ประมาณครึ่งปี

ร้านกาแฟของเธอเปิด 11.00 – 18.00 น. ต้องบอกว่าเป็นร้านกาแฟที่เปิดสายสุดๆ และหาความแน่นอนได้ยาก เนื่องจากเจ้าของร้านแฮงค์จนมาเปิดร้านไม่ไหวอยู่บ่อยๆ ภาพลูกค้ามาคอยเก้อตอนเช้าๆ หรืออาจจะเก้อยาวไปถึงบ่ายก็เป็นเรื่องธรรมดา

ที่เป็นอย่างนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากแรงจูงใจ เธอจะมาเปิดร้านหรือหายไป เธอก็ยังได้เงินเดือนจากหุ้นส่วนที่เป็นมากกว่าเพื่อนกัน จึงไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการเปิดร้านให้ตรงเวลา และเธออาจจะมาเปิดร้านแค่ 4 วัน ในหนึ่งสัปดาห์ ทำให้ลูกค้าผิดหวังไม่ตั้งตัว

ร้านกาแฟก็ไม่ต่างจากคนรัก
กาแฟจะดีขนาดไหน ถ้าหาความแน่นอนไม่ได้
… ก็ไม่ไหวเหมือนกัน …

ลูกค้าที่มาบ่อยๆ ในช่วงสามเดือนแรก ค่อยๆ หายหน้าไป เธอโทษทุกอย่างรอบตัว แต่ไม่เคยปรับพฤติกรรม เธอเริ่มมีปัญหากับหุ้นส่วน ปัญหาที่ฉันมักต้องเข้าไปไกล่เกลี่ยเกี่ยวข้อง ทั้งที่ไม่อยากต้องเข้าไป การบอกเลิกสัญญาเช่าจึงเป็นความโล่งใจ (ของฉัน)

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

ฉันชอบดื่มกาแฟ ฉันรักบรรยากาศในร้านกาแฟ ฉันเคยมีร้านกาแฟ แต่ด้วยภารกิจมากมาย ทำให้ฉันไม่สามารถจะทำร้านกาแฟด้วยตัวเองต่อไปได้ และไม่รู้จะจ้างใคร เพราะการควบคุมดูแลต้นทุนอย่างใกล้ชิด เป็นสิ่งที่สำคัญ และฉันไม่สามารถทำอย่างนั้นได้

การปล่อยร้านกาแฟที่รักนักหนาให้คนอื่นเช่า จึงเป็นเรื่องจำใจ มีคนที่อยากทำร้านมาติดต่อคุยกันอยู่บ้าง แต่ยังไม่ได้รีบร้อนปล่อยให้ใคร ฉันไม่ได้มองที่ค่าเช่า ฉันมองที่ความตั้งใจ อยากได้คนที่ต้องการทำจริงๆ มากกว่าคนที่อยากมาลองทำเล่นๆ

ร้านกาแฟก็ไม่ต่างจากคนรัก
ในวันที่ฉันดูแลเธอไม่ได้ ก็อยากให้เธอเจอคนที่ใช่
คนที่รู้ว่าเธอมีค่า และพร้อมดูแลด้วยใจ
… ไม่ใช่เพียงผ่านมา แล้วเลยผ่านไป …

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

ฉันยังคงชอบหอบงานไปปักหลักที่ร้านกาแฟ ร้านโปรดช่วงนี้ คือ คาเฟ่ คาลดี้ (Cafe’ Kaldi) ใกล้ๆ วัดไผ่เงิน อีกร้านนึงอยู่แถวสาธุประดิษฐ์ ชื่อร้านบาริสต้า (Barista) อยู่ใกล้โรงเรียนของหมึกทั้งสองร้าน

ร้านกาแฟก็ไม่ต่างจากคนรัก
ในวันที่ฉันไม่สบายใจ เพียงแค่มีเธออยู่ใกล้
เรื่องต่างๆ ในใจก็เหมือนจะคลี่คลาย
… โดยไม่ต้องพูดอะไร …

2
comments

Nov 15

จิปาถะ

ช่วงนี้นอกเหนือจากเรื่องงาน ฉันก็ทุ่มเทมุ่งมั่นอ่านหนังสือวิชาการ ติดพันจนไม่อยากวาง เรื่องอื่นในชีวิตก็เลยดำเนินไปอย่างช้าๆ ไม่หวือหวาอะไร แต่ละวันของฉันนอกจากโคจรรอบเจ้าหมึก ก็มีแต่เรื่องเล็กน้อยจิปาถะยากจะหาจุดสำคัญ

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

ในขณะที่ตารางกิจกรรมของหมึกแน่นทะลัก จนคนที่ตามรับตามส่งอย่างฉันแทบหมดแรง แต่กลายเป็นว่าหมึกยังมีพลังสำรองเหลือ เพราะล่าสุดเจ้าตัวบอกฉันว่า “แม่ครับ หมึกไปสมัครเป็นเชียร์ลีดเดอร์ที่โรงเรียน” ก็ยังสงสัยอยู่ว่า เอาเวลาที่ไหนซ้อม เอาแรงที่ไหนเต้น

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

เมื่อตอนหัวค่ำไปงานแต่งงาน การ์ดเชิญเขียน 17.30 น. ฉันไปตรงเวลา ก็แค่รู้สึกดีที่ไปตรงเวลา เพื่อที่จะพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ ยังถือว่าการมาสาย 1 ชั่วโมง 30 นาที เป็นเรื่องปกติธรรมดา

งานแต่งงานสมัยนี้จัดได้สั้นกระชับ และรวบรัดดี โต๊ะจีนโรงแรมนี้เริ่มเสริฟจานแรกช้า เพราะรอแขกเหรื่อเดินทางมา แต่พอครบถ้วนพร้อมหน้า ก็เสริฟเร็วแบบจานต่อจาน เสริฟเร็วจนแทบสำลักอาหาร

งานนี้ บ่าว-สาว เป็นเพื่อนกันตั้ง 3 ปี กว่าจะเลื่อนระดับเป็นแฟน

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

ในค่ำคืนที่รู้สึกสบาย อยากจิบเครื่องดื่มเย็นๆ นั่งคุยกับเพื่อนรู้ใจ เฮฮากันตามสบาย แต่กลายเป็นว่าโทรหาไม่มีใครรับสาย ก็ไม่เป็นไร

0
comments

Nov 12

Set in the City 2009

งานมหกรรมการลงทุนครบวงจรแห่งปี Set in the City 2009
เริ่มขึ้นวันนี้ 12 – 15 พฤศจิกายน 2552
ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น5 สยามพารากอน

สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่ได้ลงทุนใน RMF และ LTF อย่าพลาดโอกาสดีๆ ที่จะได้เปรียบเทียบกองทุนต่างๆ อย่างหลากหลาย ก่อนตัดสินใจลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้ เพื่อรับผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากออมทรัพย์ และประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี

หากต้องการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในงานนี้ ควรเตรียม บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน และบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน ติดกระเป๋าไปด้วย

นอกงานออกบูทจาก บลจ. ต่างๆ ที่จะมาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน ก็ยังมีเวทีสัมนาที่น่าสนใจให้ฟังได้ ฟรี!!!

บ่ายนี้ (13.00-15.00 น.) ฉันจะไปฟังสัมนาเรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นปี 2553″ โดย ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ จาก เอเชีย พลัส คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร จากทิสโก้ และ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ จาก ธ.ก.ส. แล้วจะมาเล่าให้ฟัง

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

นอกจากงานสัมนาที่ตั้งใจไปฟังช่วยเปิดโลกทัศน์ได้มาก บูทในงาน Set in the City 2009 ก็จัดได้ยิ่งใหญ่อลังการ

บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งเชิญชวนให้เปิดบัญชีซื้อขาย ด้วยของแถมที่น่ารักน่าใช้จนอยากสมัครให้ครบทุกค่าย โดยเฉพาะผู้ที่เปิดบัญชีอนุพันธ์ก็จะได้รับ “ตุ๊กตากระทิง น้องทองดี” (เค้าตั้งชื่อเก่งจริงๆ)

บูทของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แจกหนังสือ Set Stock Focus พร้อมเมนูหุ้นที่คัดสรรให้เลือกลงทุนได้ง่าย และ Stock Best Pick คัมภีร์แนะนำทิศทางและกลยุทธ์การลงทุนในหุ้น จากโบรกเกอร์ชั้นนำ แบบเนื้อๆ เน้นๆ ฟรี!!!

บริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ ต่างจัดเตรียมพนักงานมาให้ข้อมูลกันอย่างพร้อมหน้า นักลงทุนรายย่อยสามารถเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ ได้อย่างจุใจ ก่อนเลือกลงทุนตามสไตล์ความเสี่ยงที่รับได้

ใครแวะไปงานนี้อย่าลืมซื้อ คู่มือผู้ลงทุนฉลับล่าสุด จากสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (SAA) ขายเพียงเล่มละ 40 บาท ที่ให้ข้อมูลคุ้มเกินราคา

สำหรับคนที่ชอบพริตตี้ งานนี้ก็มีหลากสไตล์ ตั้งแต่น่ารักหวานใสสไตล์กองทุนรวม เรื่อยไปจนถึงโฉบเฉี่ยวเร้าใจสไตล์ Gold Future

สรุปแล้วงานนี้ … ของเขาดีจริงๆ

0
comments

Nov 12

Automatic Translation –> หมากฝรั่งแปลภาษา?

ฉันไม่แน่ใจว่าเครื่องมือช่วยแปลภาษาอัตโนมัติที่อยู่บน Google Toolbar มีมานานหรือยัง แต่เพิ่งสังเกตเห็นและได้ทดลองใช้

เพียงแค่เปิดหน้าเว็บเพจที่ต้องการ แล้วคลิกปุ่ม Automatic Translate บน Google Toolbar เลือกภาษาเป้าหมาย ข้อมูลในหน้านั้นก็จะถูกแปลเป็นภาษาที่ต้องการ ภายในเวลาพริบตาเดียว ชวนให้นึกถึงหมากฝรั่งแปลภาษาในการ์ตูนโดราเอมอน

จากการทดลองใช้พบว่าคำศัพท์ต่างๆ ถูกแปลได้ดี ส่วนรูปประโยคและไวยากรณ์มีบ้างที่ทำให้งง แต่ก็ยังอ่านรู้เรื่อง คงเพราะการแปลจากภาษาต้นฉบับไปยังภาษาเป้าหมาย มีโครงสร้างประโยคที่ซับซ้อนทางนัยยะเชิงลึกต่างกัน เช่น …

คุณสมบัติที่มีน้ำหนักพอ อาจจะทำให้เรารักใครหลายคนด้วยเหตุผลที่ต่างกันได้ แต่เราไม่สามารถเคียงข้างใครๆ ได้ทุกคน

ข้อความก็จะถูกแปลเ็ป็นภาษาอังกฤษดังนี้ …

Features have enough weight. May we who love many different reasons. But we can not be adjacent to all others.

นับดูแล้วตอนนี้แปลได้ประมาณ 40 กว่าภาษาทั่วโลก ถ้ามีความรู้ด้านภาษาพอสมควร ก็สามารถขัดเกลาประโยคเบื้องต้นที่เขาแปลมา ให้กลายเป็นภาษาที่สละสลวย หรือเข้าใจง่ายขึ้นได้ไม่ยาก ที่สำคัญคือช่วยประหยัดเวลา จากประโยคข้างต้นฉันอาจจะนำมาเขียนใหม่ได้ว่า …

Features that have enough weight may made us love several people with different reasons. But we are not able to be stay together with all of them.”

เพื่อนๆ ที่อยากทดลองใช้ สามารถดาวน์โหลด Google Toolbar ได้ฟรีฉันคิดว่าการพัฒนาฟังก์ชันนี้ เป็นการเริ่มต้นที่ดีในการขยายขอบเขตการเข้าถึงข้อมูล โดยมุ่งลดอุปสรรคด้านภาษา เป็นความตั้งใจที่ขอปรบมือให้ และขอเป็นกำลังใจให้ Google ด้วย

1
comments

Nov 11

เสพความคิดถึงเบาๆ

หลังจากเคลียร์งานที่วุ่นวายในช่วงเช้า ฉันก็หอบข้าวของที่เปรียบเสมือนออฟฟิศเคลื่อนที่ ไปตั้งฐานทัพอยู่ที่ร้านกาแฟบรรยากาศดี นอกจากคาเฟอีนแก่ดีกรีจะช่วยปลุกเร้าประสาทสัมผัส กลิ่นคาราเมลจากมัคคิอาโต้ร้อนๆ ก็มีส่วนช่วยให้การทำงานในยามบ่ายละมุนละไม

ห้าสิบแปดบาท คือ ราคาที่ฉันจ่ายสำหรับการเปลี่ยนบรรยากาศในช่วงบ่าย มันเป็นราคาของคอฟฟี่มัคคิอาโต้หนึ่งแก้ว โซฟายาวนั่งสบาย เครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ และการได้นั่งท่ามกลางคนแปลกหน้า อาจจะนับได้ว่าเป็นราคาบำบัดความเหงา

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

แม้ว่างานจะเสร็จเรียบร้อย และกาแฟก็หมดไปแล้ว ฉันยังคงปล่อยตัวเองให้จมอยู่ในโซฟาที่ร้าน ถอดรองเท้านั่งเอียงข้าง เหยียดขายืดยาวไปบนโซฟาสีน้ำตาลอย่างไม่สนใจใคร ทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้าน

ฉันควรจะรู้สึกสบาย เพราะฉันอยู่ในท่าที่สบาย แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้น พอหัวสมองว่างความคิดฟุ้งกระจายก็เริ่มทำงาน ในเวลานี้ฉันต้องการหนังสืออ่านยาก ซึ่งปกติแล้วจะช่วยให้ฉันได้ใช้สมองในเรื่องที่ควรจะใช้ “The Logic of Life” ที่อ่านค้างคาจึงถูกหยิบขึ้นมา

งานเขียนเชิงเศรษฐศาสตร์ เกี่ยวกับการเหยียดผิวที่ฟังดูมีเหตุผลในสังคมอเมริกัน เรื่อยไปจนถึงการตั้งกำแพงกีดกันทางการค้า ไม่ได้ช่วยให้การรวมรวมสมาธิง่ายอย่างที่คิดไว้ เพราะฉันคิดถึงบางคนจนอ่านหนังสือต่อไม่ได้

ฉันไม่ใช่คนประเภทที่จะโทรหาคนโน้นคนนี้ เพื่อหาเรื่องคุยแก้เซ็ง นอกจากนั้นยังไม่ใช่คนประเภทที่จะคุยเรื่องสัพเพเหระได้ยืดยาว

โปรดอย่าเข้าใจว่าฉันเป็นพวกไม่มีเวลา หรือกลัวจ่ายค่าโทรศัพท์แพง ฉันแค่ไม่มีความสามารถในการพูดอะไรอ้อมค้อมอ้อมแอ้ม มันคงตลกนะถ้าฉันจะโทรหาคุณ เพื่อพูดเพียงสามประโยคแล้ววางสาย “ทานข้าวรึยังคะ คิดถึงนะ รักษาสุขภาพด้วย”

หนังสือจึงยังเปิดค้าง และฉันยังนั่งที่เก่า … เสพความคิดถึงเบาๆ

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

ฉันคุยกับความคิดของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง ในการคบหาเพื่อนต่างเพศ ความพอดีของปฏิสัมพันธ์อยู่ตรงไหน? ฉันมองความรักในอีกมุมที่ต่างออกไป

ความหลากหลาย ทำให้เราแต่ละคนเป็นหนึ่งเดียวที่แตกต่างกัน จึงไม่มีใครสมบูรณ์แบบสำหรับใคร เราจึงอาจพึงใจคุณสมบัติบางอย่างของบางคน นึกชื่นชมคุณสมบัติเฉพาะตัวนั้น และอาจจะถึงขั้นรักกันก็ได้ ถ้าคุณสมบัตินั้นมีน้ำหนักเด่นชัดในใจ

คุณสมบัติที่มีน้ำหนักพอ อาจจะทำให้เรารักใครหลายคนด้วยเหตุผลที่ต่างกันได้ แต่เราไม่สามารถเคียงข้างใครๆ ได้ทุกคน

ฉันจึงแต่งงานกับคนที่หวังว่า จะสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างราบรื่นและยาวนาน โดยปฏิเสธไม่ได้ว่า บางคนที่ไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ฉันก็ยังรักพวกเขาด้วยคุณสมบัติที่มีน้ำหนักพอเหล่านั้น รักอย่างชื่นชมในตัวเขา รักอย่างภูมิใจในตัวเรา

การประคับประคองความสัมพันธ์นอกสมรสให้งดงาม คือการเคารพตนเอง เมื่อสามารถแยกแยะระหว่างความรักกับตัณหาราคะได้ การโอบกอดใครบางคน เพื่อถ่ายเทความรู้สึกและให้กำลังใจ ก็สามารถทำได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องรู้สึกตะขิดตะขวงใจ

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

ฉันบอกเธอด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ฉันก็รักเขา”
เธอยังคงยิ้มให้และพูดว่า “ไม่เป็นไร”

ขอบคุณที่เข้าใจในธรรมชาติของฉัน
ขอบคุณที่รักกัน
ขอบคุณที่เชื่อมั่นว่าขาของฉันยืนอยู่ตรงไหน

0
comments

Nov 11

ไอศกรีมแทนใจ

หลังอาหารเย็น ฉันแวะไปซื้อของใช้ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต พอได้ของครบตามรายการก็หันมาเห็น หมึกยืนถือไอศกรีมโคนทำหน้าตาเว้าวอนอยู่ตรงช่องทางออก ไอศกรีมโคนอันนั้นก็เลยได้ผ่านเครื่องคิดเงินเป็นลำดับแรก

ฉันยังไม่ทันเซ็นต์บัตรเครดิตที่ช่องแคชเชียร์ ไอศกรีมโคนก็โดนแทะไปแล้วสองคำ ด้วยเหตุผลง่ายๆ “กว่าจะถึงบ้านเดี๋ยวไอติมละลาย” และเพื่อให้ดูมีน้ำใจ เจ้าของไอศรีมจึงเอ่ยปากแบ่งปันให้คนใกล้ตัว

ป๊าครับ กินไอติมไหม?

ไม่หรอก
(ความจริงคือป๊าไม่ชอบช็อคโกแล็ต และหมึกก็รู้ว่าถึงชวนป๊าก็ไม่กิน)

ว๊า ปาป๊าปฏิเสธความรักจากดวงใจของหมึกเหรอ

พอเลยหมึก ลิเก๊ ลิเก

1
comments

Nov 09

ว้าเหว่ใจ … ผู้ใหญ่ ไม่ใช่ เด็ก

ที่บ้านนี้มีธรรมเนียมสำคัญ “ส่งหมึกเข้านอน” เวลาสามทุ่มกว่าๆ ของทุกวัน หมึกจะกอดหมอนข้าง แล้วรอให้ฉันห่มผ้าให้ พอห่มผ้าเรียบร้อย หมึกก็เอามือโผล่ออกมาจากผ้าห่ม ดึงคอฉันลงไปหอมแก้มซ้ายขวากันอีกหลายที กว่าจะกู๊ดไนท์กันได้สำเร็จ

ปกติพอทำพิธีแล้ว ฉันก็จะกลับมาทำงานต่อ ปล่อยให้หมึกนอนกลิ้งไปกลิ้งมาสักครู่ก็หลับเองได้ แต่เดี๋ยวนี้หมึกแรงเยอะ พอห่มผ้าให้แล้ว หมึกก็จะใช้เรี่ยวแรงที่มีดึงคอฉันจนหัวทิ่มลงไปในเตียง แล้วใช้ทั้งมือทั้งขากอดก่ายไม่ปล่อยฉันออกมาง่ายๆ

การส่งหมึกเข้านอน เริ่มไม่ต่างจากการดิ้นรนให้พ้นบ่อทรายดูด เพื่อกลับมาทำงานที่ค้างอยู่เต็มโต๊ะให้ลุล่วงไป

คืนนี้หมึกมาแนวใหม่ …

คุณแม่ครับ เมื่อไหร่เราจะได้นอนพร้อมกัน

แม่ก็มาส่งหมึกนอนทุกวันอยู่แล้วนี่

ได้กอดคุณแม่แป๊บเดียวแบบนี้ไม่เอา

แล้วจะเอาแบบไหน

แบบได้กอดคุณแม่จนหมึกหลับไปเลย แต่พอหลับแล้วหมึกไม่รับรองความปลอดภัย

อ้าว ทำไมอ่ะ

พอหลับแล้วหมึกอาจจะดิ้นแล้วเตะคุณแม่ได้

โห ไรเนี่ย จะกอดแล้วยังไม่รับรองความปลอดภัยอีก

แล้วเมื่อไหร่หมึกจะได้กอดคุณแม่จนหลับล่ะ

ถ้าแบบนั้น แม่ต้องทำงานเสร็จก่อนสามทุ่ม

แล้วเมื่อไหร่คุณแม่จะทำงานเสร็จก่อนสามทุ่ม

เมื่อหมึกรีบทำการบ้านให้เสร็จไวๆ แต่วันนี้งานแม่ยังไม่เสร็จเลยนะ

โอเค งั้นคืนนี้หมึกปล่อยคุณแม่ไป

ขอบคุณครับ แล้วแม่จะรีบกลับมานอนด้วยนะ

ความจริงฉันเองก็ชอบกอดหมึกก่อนเข้านอน แต่ถ้าปล่อยให้หมึกกอดอยู่อย่างนั้นนานๆ โดยไม่รีบดิ้นรนให้พ้นบ่อทรายดูด ฉันก็จะหลับไปด้วย โดยที่มีงานบัญชีกองเต็มโต๊ะ จึงเป็นความลำบากใจอย่างแรง

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

ถ้ามีคนบอกหมึกว่าแม่ไม่รักหมึกหรอก หมึกจะเชื่อเค้าไหม

ไม่เชื่อหรอก หมึกรู้ว่าคุณแม่รักหมึก

เหรอ

ว่าแต่ คุณแม่รักหมึกไหม?

หมึกรู้แล้วมาถามทำไม?

ก็รู้แล้ว แต่อยากได้ยินบ่อยๆ ให้แน่ใจ

รักสิครับ

หมึกก็รักคุณแม่เหมือนกัน

^_^

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

ในอ้อมกอดชนิดนั้น
ผู้ใหญ่มักเข้าข้างตัวเองว่าเราให้ความอบอุ่นแก่เด็ก
ทั้งที่เราเองอาจจะมีความว้าเหว่ใจ
… มาก กว่า เด็ก ด้วย ซ้ำ ไป …

1
comments

Nov 07

ฉลาดทื่อๆ

เมื่อเช้าพาหมึกไปสอบคณิตศาสตร์ โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพของ สสวท. สอบถามคุณครูที่รับผิดชอบโครงการ ได้ยินว่ามีผู้เข้าสอบทั่วประเทศประมาณแสนกว่าคน โดยรอบคัดเลือกนี้จะคัดให้เหลือ 1,000 คน ประมาณแล้วไม่ถึง 1%

การสอบเป็นแบบอัตนัย ไม่มีตัวเลือก ไม่มีการประกาศคะแนน แต่นักเรียนได้ข้อสอบกลับมาเฉลยกันเองที่บ้าน เอาข้อสอบมานั่งดูนอนดูกันให้ช้ำใจ เพื่อปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดต่อไป

เขาให้สอบถึง 12.00 น. แต่หมึกออกจากห้องสอบตั้งแต่ 11.00 น. ไม่รู้มันจะรีบออกมาทำไม ทั้งที่สั่งให้ตรวจทานหลายๆ รอบ ก็ยังออกมาเป็นคนแรกๆ

คุณแม่ครับกลับบ้านกันเถอะ

โห รีบออกมาทำไมเนี่ย ทำได้รึเปล่า

ได้ ได้ ทำได้ ข้อสอบเนี่ยคุณแม่เอาไปเลยหมึกให้

มีทั้งหมด 40 ข้อ หมึกคิดว่าทำได้สักกี่ข้อเนี่ย

ประมาณสัก 30 ข้อ ที่เหลือก็มั่วไปบ้าง

เฮ้ย ทำไมมั่วงั้นล่ะ เวลาตั้งเยอะ น่าจะค่อยๆ คิด

ช่างมันเุถอะคุณแม่ ช่วยเฉลยให้ด้วยละกัน

บ่ายนี้ฉันก็เลยต้องมานั่งเฉลยข้อสอบแล้วอธิบายให้หมึกฟัง ความจริงแล้วข้อสอบก็เกินความรู้ ป.3 ไปนิดหน่อย จัดว่ามีความยากปานกลาง แต่มีสับขาหลอกบ้างบางข้อ ถ้าทำข้อสอบแบบฉลาดแต่ขาดความเฉลียวใจ ก็อาจจะผิดได้ง่ายๆ ไม่รู้ตัว คือ ทำผิดแต่คิดว่าถูก

หมึกก็โดนหลอกไปหลายข้อ เพราะเป็นพวกฉลาดทื่อๆ คือ ถามตรงๆ ตอบได้ แต่ถ้าตั้งโจทย์หลอกโดยซ้อนทักษะภาษาไทยเข้าไปทำให้งง ก็หลงทางไปง่ายๆ คำนวนได้แต่ตีโจทย์ไม่แตก ตรวจคำตอบดูแล้วน่าจะทำได้ประมาณ 20 – 25 ข้อ จากทั้งหมด 40 ข้อ

ผลสอบจะประกาศวันที่ 18 ธันวาคม 2552 ทางเว็บไซต์ืของ สสวท. แต่อย่ากระนั้นเลย เพราะเห็นคะแนนคร่าวๆ ของหมึกแล้ว ไม่น่าจะติดอันดับอะไรกับใครเขาได้ อย่างน้อยก็ถือว่าได้ประสบการณ์ดีๆ และมีโอกาสพัฒนาตัวเองต่อไป

เป็นไงเห็นคะแนนคร่าวๆ แล้ว รู้สึกยังไง

ก็ธรรมดา normal นะครับ

ไม่ต้องเสียใจนะ

โอ๊ย คุณแม่ ถ้าเสียใจก็ร้องไห้ไปแล้วสิ นี่ไม่เป็นไร

เออ ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว

ฮะ ฮือ … ฮะ ฮือ … ฮือออออออออออออ

แกล้งร้องไห้เหรอ … เดี๋ยวบั๊ซ

2
comments

Nov 06

กบนอกกะลา กับ ออกดอกกินดอก

แม่ครับ ทำไมกบมันไม่ชอบอยู่ในกะลา? ทำไมมันอยากออกมาข้างนอก

แล้วหมึกคิดว่าทำไม?

เพราะในกะลามันมืด

งั้นแม่ติดไฟให้ในกะลาด้วย ตอนนี้กะลาสว่างแล้ว อยากอยู่ไหม?

ไม่อ่ะ เพราะในกะลามันแคบ

เห็นมะ กะลาทั้งมืดทั้งแคบ กบมันก็เลยอยากออกมาไง

อืม

หมึกมักจะถามโน่นถามนี่ จนได้คำตอบที่พอใจ ส่วนฉันก็มักจะตอบคำถามเหล่านั้น ด้วยการตั้งอีกคำถามกลับไป ไล่ต้อนไปเรื่อยๆ จนหมึกสามารถสรุปเองได้ แต่บางคำถามก็ต้อนฉันมึนเหมือนกัน …

หมึกเห็นเขาเขียนว่า “กินดอกออกผล” อยากรู้ว่าถ้าเรากินดอก ทำไมมันออกผล ทำไมมันไม่ออกดอก

เออนั่นดิ หมึกทำแม่งงนะเนี่ย หมึกลองกลับไปอ่านดูอีกที เขาน่าจะเขียนว่า “ออกดอกออกผล” แต่เขาไม่ได้หมายถึงดอกไม้กับผลไม้จริงๆ หรอก เขาหมายถึงเงินที่เราลงทุนไป ก็ทำผลกำไรให้เราเป็นดอกเบี้ยไง

ถ้างั้นเขาต้องเขียนว่า “ออกดอกกินดอก” นะครับ

มันเป็นแค่สำนวนที่เขียนให้คล้องจองกัน ตอบแบบนี้โอเคไหม

โอเค เข้าใจละ

0
comments

Nov 05

อายุเท่าไหร่?

คำถามที่ผู้หญิงอยากสงวนคำตอบไว้ หลังจากอายุครบ 25 ปี คือคำถามนี้ “อายุเท่าไหร่?” และสำหรับผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ถ้ามีใครถามแบบนี้ก็แทบจะไม่อยากคบหา วิชามารยาทสังคมเขาสอนนะว่า “คบคนให้ดูหน้า อย่าถามอายุ”

ในทางกลับกัน ถ้าเจ้าของใบหน้าเป็นคนตั้งคำถามขึ้นมาเอง “ทายซิว่า อายุเท่าไหร?” ในกรณีนี้ถ้าผู้ตอบอยากมีชีวิตที่ปลอดภัย ก็ควรทายให้น้อยๆ เข้าไว้ แม้ว่าใบหน้าจะดูเหมือน 35 ก็ควรบอกไปเลยว่า “ให้เต็มที่รับรองไม่เกิน 28″ คราวนี้คนถามจะยิ้มจนตีนกาแตก

เรื่องอายุมันเป็นเรื่องอ่อนไหว ถ้าไม่สนิทสนมกับใคร ไม่ควรถามเป็นอย่างยิ่ง แต่ตามประสาคนไทย ถ้าไม่ได้นับญาติมันจะรู้สึกห่างเหินเกินทนไหว ในกรณีให้สังเกตวิธีที่ฝ่ายตรงข้ามพูดแทนตัวเอง

  • ถ้าฝ่ายตรงข้ามพูดแทนตัวเองว่า “หนู” ให้รับสมอ้างแทนตัวเองด้วยคำว่า “พี่” โดยไม่ต้องไปถาม และไม่ต้องไปเถียงว่าใครเกิดปีไหน
  • ถ้าฝ่ายตรงข้ามพูดแทนตัวเองว่า “พี่” ให้เราแทนตัวเองด้วย ชื่อจริงหรือชื่อเล่ จะช่วยเสริมบุคลิกให้ดูดีมีวุฒิภาวะ

หลังจากอายุครบ 30 ปี ฉันก็ไม่เคยเรียกพนักงานที่ให้บริการว่า “พี่” อีกเลย เพราะส่วนใหญ่พวกเขาจะชิงตำแหน่งได้เปรียบ คือ เรียกลูกค้าอย่างฉันว่า “พี่” ได้ก่อนทุกที

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

ระหว่างที่กำลังนั่งรอหมึกเลิกเรียนอยู่ใต้อาคาร เห็นเด็กประถมกลุ่มหนึ่ง ทักทายคุณครูต่างชาติที่เดินผ่านมา หลังจากฟังพวกเขาคุยกันอยู่สักครู่ ฉันก็ได้ยินเด็กคนหนึ่งถามคุณครู

Mister, how old are you?
- คุณครูอายุเท่าไหร่ครับ

You can guess.
- ลองเดาสิ

(ฉันกำลังลุ้นพอๆ กับมิสเตอร์ ว่าเขาควรอายุสักเท่าไหร่ดี)

You are two hundred.
- 200 ปี

That’s a little bit much.
- นั่นมากไปหน่อยนะ

You are one hundred forty four
- 144 ปี

Correct. But actually I’m 44. 
- ถูกต้อง แต่ความจริงแล้วครูอายุ 44 ปี

พอได้ยินคุณครูกับเด็กๆ สื่อสารกันแบบนี้ ก็คิดขึ้นมาได้ว่า บางครั้งเราก็ไม่ควรจริงจังกับคำถามมากไป เพราะคนถามอาจจะไม่ได้ต้องการคำตอบจริงจังก็ได้ ถ้าตอนนี้มีคนถามว่าฉันอายุเท่าไหร่ ก็คงตอบว่า I’m one hundred thirty three. – ฉันอายุ 133 ปีค่ะ

1
comments