กว่าฉันจะพอเข้าใจว่า “เศรษฐศาสตร์คืออะไร?” ก็น่าจะย่างเข้าช่วงมัธยมปลาย แต่นั่นคงไม่ใช่เหตุผลในการตัดสินว่า หมึกรู้จักกับเศรษฐศาสตร์เร็วไป เพราะผลวิจัยบอกว่า อายุที่เหมาะสมสำหรับปลูกฝังเรื่องการเงิน คือ ป.3
แม้ว่าการแข่งขันของปีนี้จะผ่านไปแล้ว แต่หมึกก็ยังอยู่ในโครงการติวเศรษฐศาสตร์ของโรงเรียน ซึ่งเริ่มกันตั้งแต่ 7.00 น. ทุกเช้า ติวสำหรับสอบปีหน้า เท่าที่สังเกตดูฉันคิดว่าหมึกสนุกกับเนื้อหาวิชา และไม่ได้คิดว่าเป็นการเรียนเพิ่มเติม
ต้องขอบคุณทางโรงเรียนที่ให้โอกาสหมึกเรียนฟรี ขอบคุณคุณครูที่ตั้งใจสอนเด็กๆ ในโครงการอย่างอดทน และทำให้หมึกเห็นความสำคัญในเรื่อง “เงินทองต้องใส่ใจ”
นอกจากหมึกเข้าใจประวัติที่มาของเหรีญแต่ละชนิด ภาพวัดแต่ละแห่งบนเหรียญ ระบบธนาคาร การคิดดอกเบี้ย เงินเฟ้อ เงินฝืด เรื่อยไปจนถึงเรื่องเศรษฐกิจ ก็ยังเริ่มถามฉันเกี่ยวกับเรื่องหุ้น และอื่นๆ อีกมากมาย
หมึกทำให้ความคิดของฉันเกี่ยวกับการแยกแยะ “เรื่องของผู้ใหญ่” เปลี่ยนไปในทันที
คงมีเรื่องราวอีกมากมายที่เราคิดว่าเกินวัย
แต่เด็กกลับเข้าใจมันได้ … ง่ายดายเหลือเชื่อ
ฉันจ่ายค่าขนมให้หมึกเป็นรายวัน ตั้งแต่เข้าเรียนชั้น ป.1 เริ่มจาก 10 บาท แล้วค่อยๆ เขยิบขึ้นมาเป็น 15 บาท ตอน ป.2 จนกระทั่งปัจจุบันหมึกอยู่ ป.3 ได้ค่าขนมวันละ 20 บาท
ฉันสอนให้หมึกเขียนสมุดบัญชี รับ-จ่าย ตั้งแต่ได้ค่าขนมครั้งแรกตอน ป.1 ใช้ซื้ออะไร คงเหลือหยอดกระปุกเท่าใด ก็เขียนลงไป นั่นช่วยให้ฉันแนะนำเกี่ยวกับการใช้จ่ายที่เหมาะสมได้ง่าย สติและวินัยในการใช้จ่ายที่ฉันมอบให้ลูกได้ เป็นเรื่องที่ฉันภูมิใจ
วิวัฒนาการก้าวกระโดดล่าสุดระหว่างเรา คือ จูงมือกันไปเปิดบัญชีออมทรัพย์ที่ธนาคาร และเปลี่ยนจากการจ่ายค่าขนมรายวัน ไปใช้ระบบค่าขนมรายเดือนแบบเดบิต
เราช่วยกันนับเงินทั้งหมดที่หมึกหยอดกระปุกมานาน รวมกับเงินพิเศษที่หมึกได้จากญาติๆ ในเทศกาลต่างๆ จำนวน 6,240 บาท ไปเปิดบัญชีที่ธนาคารไทยพาณิชย์ในชื่อร่วมกัน เพราะหมึกเข้าใจแล้วว่าเก็บเงินไว้ในกระปุกไม่ได้ดอกเบี้ย
ค่าขนมรายวันเฉพาะ จันทร์-ศุกร์ วันละ 20 บาท ถูกเปลี่ยนมาใช้ ระบบรายเดือน 500 บาท/เดือน โดยหมึกจะรับผิดชอบค่าขนมหลังเรียนดนตรีในบ่ายวันอาทิตย์เอง ก็ถือว่ายุติธรรมดี
เงินจำนวนนี้เราตกลงร่วมกันอยู่พักใหญ่ กว่าจะสรุปความต้องการให้ตรงกันได้ โดยตั้งเป็นยอดคงเหลือในบัญชีเดบิตระหว่างเรา ฉันเป็น “ธนาคารคุณแม่” และหมึกเป็น “ลูกค้ารายใหญ่”
หมึกจะเบิกเท่าไหร่ก็ได้ในแต่ละวัน แต่ห้ามเบิกเกินบัญชี
เพราะธนาคารคุณแม่ไม่มีระบบเครดิต
ยอดเงินที่เหลือในบัญชีเดบิตตอนสิ้นเดือน
หมึกจะได้ดอกเบี้ยจากฉัน ร้อยละ 3 ต่อเดือน
แล้วนำไปฝากธนาคารที่เราเปิดไว้ด้วยกัน
หลังจากเริ่มใช้ระบบนี้มาได้เกือบ 1 เดือน ฉันพบว่าหมึกประหยัด และรอบคอบเกี่ยวกับการใช้จ่ายมาก จากที่เคยเบิกไปโรงเรียน 20 บาท หมึกเบิกไปเพียง 15 บาท เท่านั้น เพราะกันเงิน 5 บาท ไว้เป็นเงินออมก่อนใช้จ่าย เป็นวิวัฒนาการที่น่าประหลาดใจ
ในวันอาทิตย์ที่เคยรบเร้าให้ฉันซื้อขนมสารพัด กลายเป็นหมึกจะทานข้าวเที่ยงกับฉันแบบเต็มที่ และไม่ยอมซื้อขนมหลังเลิกเรียนดนตรี
เด็กสามารถแยกแยะได้ง่ายมาก
ระหว่าง “เงินจากพ่อแม่” กับ “เงินที่ต้องจ่ายเอง”
ในวันที่มีเงินเหลือกลับมาจากโรงเรียน หมึกไม่ต้องหยอดกระปุกอย่างเดิมแล้ว แต่อาจจะเบิกเพิ่มอีกเล็กน้อย เพื่อให้พอใช้ในวันต่อไป จึงทำให้ยอดเงินเดบิตในธนาคารคุณแม่เหลือเป็นกอบเป็นกำ
หมึกลงบัญชี และนั่งเชยชมยอดคงเหลือทุกวัน ทั้งที่เหลืออีกเพียง 1 สัปดาห์ จะสิ้นเดือนแล้ว หมึกยังมียอดเดบิตอยู่ที่ฉันเกือบ 250 บาท ซึ่งอาจจะทำให้ฉันต้องจ่ายดอกเบี้ยถึง 6 บาท ในตอนสิ้นเดือน
แม้วัยและมุมมองเกี่ยวกับการเงินที่เปลี่ยนไป
จะทำให้กระปุกรูปหมีถูกปล่อยให้หงอยเหงา
… แต่ รับ รอง ว่า …
ทัศนคติในการออมเงินไม่มีทางสูญเปล่า