พาน้องหมาขึ้นเครื่องบินไปเชียงใหม่
G.M. เป็นหมาปั๊ก อายุ 1 ปี 5 เดือน ตัวสูง 1 ศอก แม้ว่าหน้าตาจะดูยับย่นเหมือนคนคิดมาก แต่ความจริงหมาปั๊กเป็นมิตรกับคนง่าย มีอุปนิสัย ร่าเริง ขี้เล่น กระตือรือร้น ซุกซน เหนื่อยง่าย และหายใจดัง
ปกติแล้วปั๊กไม่ใช่หมาปากเปราะประเภทที่จะเห่าทั้งวัน แต่สองสามเดือนมานี้ G.M. เริ่มโตเป็นหนุ่ม ถ้าผูกโซ่หรือขังไว้ปุ๊บ ก็จะเห่าเอาเป็นเอาตาย ไม่ยอมหยุดง่ายๆ จนกว่าจะหอบหมดแรง ฉันก็เลยต้องปล่อยมันให้มีอิสระได้ตามสบาย นั่นทำให้มันมีความสุขมากมาย
เมื่อฉันตัดสินใจรับผิดชอบชีวิตของ G.M. ฉันดูแลพาไปหาหมอฉีดวัคซีนตามระยะ ให้อาหารอย่างดี ให้ที่อยู่ปลอดภัย ให้ของเล่น ให้ความสุขใจ ฉันพยายามที่จะทำให้มันมีความสุข แบบที่หมาตัวหนึ่งควรจะได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าภาวะแวดล้อมเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
บางปัญหา ก็คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
… แต่ …
บางปัญหา ก็โผล่ขึ้นเมื่อถึงเวลา
ปัญหาก็มีอยู่หลายประการ …
- มันชอบออกไปเที่ยวนอกเขต ข้ามถนนไม่ดูตาม้าตาเรือ และฉันก็ไม่สามารถปิดรั้วได้ เพราะลูกค้าเข้าออกทั้งวัน
- การทำสัญลักษณ์บอกอาณาเขต โดยฉี่ไปทั่วบริเวณมุมเสาของร้านกาแฟ ที่เขามาเช่าจากฉัน ก็ทำให้เจ้าของร้านกาแฟหงุดหงิดไม่น้อย และทำให้เรามีปัญหากันบ่อยๆ
- ลูกค้าสาวๆ ที่มาซักผ้า มากดน้ำจากตู้หยอดเหรียญ และลูกค้าที่พักในอาคาร บางคนที่มันชอบและถูกใจ ก็ทำหน้าไม่ถูกเหมือนกันเวลาเจอหมาหื่น กระดื๊บ กระดื๊บ ที่น่องขาวๆ
ดูเหมือนจะเป็นปัญหาเล็กๆ แต่สำคัญ …
- ปัญหาแรกนั้น เกี่ยวกับสวัสดิภาพของ G.M. โดยตรง
- ปัญหาที่สอง เป็นปัญหาในการทำธุรกิจของเจ้าของร้านกาแฟ
- ปัญหาที่สาม เป็นปัญหาของฉันที่ไม่สามารถดูแลกิริยามารยาทของ G.M. ให้สุภาพเรียบร้อยได้ และอาจจะส่งผลไปยังธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่ฉันเป็นผู้ดูแล
เอ็มวิ่งไม่ดูรถแบบนี้ มาม๊ากลัวว่ามันจะถูกรถทับตายเข้าสักวัน ให้มันไปอยู่กับมาม๊าที่เชียงใหม่ดีไหม มาม๊าห่วงมัน ที่เชียงใหม่มาม๊าก็ไม่มีใคร ให้มันอยู่ในบ้านมาม๊าเลย ไปอยู่เป็นเพื่อนมาม๊าดีไหม
ขอคิดดูก่อนนะคะ
มีเรื่องราวมากมายในชีวิต
ที่เราไม่สามารถทำให้สมบูรณ์แบบได้อย่างใจ
เมื่อมีคนปรารถนาดีหยิบยื่นความช่วยเหลือให้
เราก็ไม่ควรอวดดื้อถือดีปฏิเสธอย่างฉับไว
ที่เชียงใหม่มันจะขึ้นไปอยู่กับมาม๊า ใกล้ๆ กับบ้านหลังเดิมของฉัน มีที่กว้างขวางให้วิ่งได้สบาย ไม่มีรั้ว และเต็มไปด้วยต้นไม้ ไม่ต้องกลัวรถจะทับตาย ฉันเองก็สามารถพาหมึกขึ้นเชียงใหม่ ไปเยี่ยมจีเอ็มเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างน้อยๆ เราอาจจะไปทุกปิดเทอมใหญ่ ปีละ 2 ครั้งได้สบายๆ … หมึกไปเยี่ยมอาม่า ฉันไปหา G.M.
ฉันเก็บมาคิดอยู่หลายวัน เมื่อมาม๊าถามซ้ำอีกตอนเช้าวันนี้ ฉันก็ตัดสินใจว่าจะพา G.M. ไปเชียงใหม่ แม้ว่าจะรู้สึกเศร้าใจ หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว ฉันควรคำนึงถึงความสุขของหมา มากกว่าความสุขของตัวเอง มันสมควรที่จะได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่านี้
ถ้าลองดูแล้วไม่เวิร์คหรือมีปัญหาที่ไม่คาดคิดตามมา ปิดเทอมเดือนตุลาฯ ค่อยไปรับกลับกรุงเทพ ตอนนี้ก็คิดเสียว่าส่งลูกชายคนเล็กไปอยู่โรงเรียนประจำ เปลี่ยนบรรยากาศสัก 2 เดือน
พอตัดสินใจได้ ฉันก็จองตั๋วเครื่องบิน โอนเงิน และได้รับ e-ticket ทางอีเมล์ทันที การบินไทยไม่คิดค่าระวางสำหรับสัตว์เลี้ยงตัวเล็กอย่างนี้ แต่เราต้องแจ้งล่วงหน้าว่าจะเอาหมาที่มีน้ำหนักเท่าไรไปด้วย และต้องแจ้งขนาดของกรงหรือกล่องที่จะบรรจุ
ฉันได้เที่ยวบิน TG114 วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2552 ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ 15.00 น. ในราคาสุทธิ 1,585 บาท สำหรับผู้ใหญ่หนึ่งคน (น้ำหนักมาตรฐาน) และหมาปั๊ก 1 ตัว ที่มีน้ำหนัก 9 kg. ในกล่องใส่หมาขนาด 17 นิ้ว x12 นิ้ว x12 นิ้ว
เมื่อก่อนฉันเคยอยู่ที่เชียงใหม่ ตั้งแต่ลงมานี่ก็ไม่ได้กลับขึ้นไป 5 ปีแล้วนะ คิดถึงบ้านหลังนั้น บ้านที่มีระเบียงเล็กๆ อยู่ด้านหน้า ถัดมาจากประตูบานเฟี้ยมพับได้ ป่านนี้จะเก่าโทรมไปสักแค่ไหน คุณป้าที่เคยเลี้ยงเจ้าหมึก คนงานหลายคนที่เคยรู้จักทั้งที่ห้องเย็นและในไร่ ป่านนี้ที่นั่นคงเปลี่ยนแปลงไปมากมาย
ตีตั๋วเครื่องบินเฉพาะขาไป ยังไม่ได้ตีตั๋วขากลับ คิดว่าคงอยู่สัก 2 - 3 คืน แล้วตีตั๋วกลับรถทัวร์คนเดียวง่ายๆ นอกจากไปส่งน้องหมา ถือโอกาสไปพักผ่อนหย่อนใจเสียในคราวเดียว แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังนะจ๊ะ
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
ขอบคุณเมนท์ของ “คุณคนการบินไทย” นะคะ
พาน้องหมามาถึงเชียงใหม่เรียบร้อยแล้วค่ะ เจ้าหน้าที่ของการบินไทยคิดราคาที่นำน้องหมาขึ้นเครื่อง 390 บาท เพราะน้องหมาและกระเป๋าที่ใส่มีน้ำหนักรวมกัน 10 kg. (เขาคิดกิโลกรัมละ 39 บาท)
เจ้าหน้าที่กราวด์อธิบายว่าหมาเป็นสิ่งมีชีวิต หมาเหมือนเด็กทารกที่ไม่เสียค่าตั๋ว แต่ราคาที่จ่ายนี้เป็นค่าประกันค่ะ ถ้าน้องหมาเสียชีวิตเนื่องจากความกดอากาศบนเครื่อง ก็สามารถเคลมได้ แต่ขอให้มันรอดดีกว่านะคะ ^^”









