จันทร์ 23/3/52 – อาทิตย์ 12/4/52 (21 วัน)
ก่อนช่วงสงกรานต์ ฉันรับประทานอาหารมังสวิรัติ (แบบรับประทานนมสดและไข่) ได้ครบ 3 สัปดาห์ ซึ่งเป็นระยะเวลานานที่สุดที่เคยทำได้ การทานผักเยอะๆ ดื่มน้ำมากๆ ไม่ใช่เรื่องยากเย็น และยังให้ผลดีกับร่างกายอย่างชัดเจน
ระบบการทำงานของร่างกายดีขึ้น นอนหลับง่าย ท้องไม่ผูก เบากายสบายใจ
น้ำหนักลดจาก 54.5 kg. เหลือ 52.0 kg.
น้ำหนักลดไป 2.5 kg.
ถ้าใครคิดจะลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ ฉันว่าเป็นวิธีที่ทรมานน้อยกว่าการงดมื้อเย็น เพราะเรายังคงอิ่มได้ 3 มื้อ และมื้อเย็นแบบมังสวิรัตินั้นย่อยง่าย จึงทำให้เราใช้พลังงานได้หมดก่อนเข้านอน
จันทร์ 13/4/52 – อาทิตย์19/4/52 (7 วัน)
ในช่วงวันหยุดยาว ฉันกลับมารับประทานอาหาร 5 หมู่ตามปกติ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ได้สังสรรค์กับญาติๆ อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ก็พยายามทานเนื้อสัตว์เพียงเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าตั้งหน้าตั้งตากินเนื้อสัตว์ชดเชยช่วงที่ขาดหาย
น้ำหนักยังคงลดลงเล็กน้อยจาก 52.0 kg. เหลือ 51.6 kg.
น้ำหนักลดไป 0.4 kg.
จันทร์ 20/4/52 เริ่มทานอาหารมังสวิรัติอีกครั้ง
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
การรับประทานอาหารมังสวิรัติ 3 สัปดาห์ ทำให้ร่างกายคุ้นเคยกับการรับแคลอรีในระดัีบต่ำ หากยังคงรับประทานอย่างต่อเนื่อง ระบบเผาผลาญของร่างกายก็จะคุ้นเคย และลดการใช้พลังงงานลง เพื่อสงวนพลังงานเก็บไว้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการลดน้ำหนัก
การรับประทานอาหารปกติ 1 สัปดาห์ ทำให้ร่างกายได้รับแคลอรีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เป็นการการกระตุ้นระบบการเผาผลาญให้ทำงานมากขึ้น น้ำหนักจึงยังคงลดลงเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง
การทดสอบครั้งนี้ยืนยันทฤษฏีที่ฉันเคยศึกษา …
การรับประทานอาหารแบบเดิมๆ ได้แคลอรีคงที่ในแต่ละวัน จะทำให้ลดน้ำหนักได้ช้ากว่า การควบคุมอาหารให้พอเพียงในวันปกติ และรับประทานอาหารแคลอรีสูงบ้างในบางวันหรือบางช่วง เพื่อทำ “แคลอรีช็อค” ให้ร่างกายกระตุ้นการเผาผลาญ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการลดน้ำหนักในระยะยาว
ทฤษฎีนี้ก็ยังใช้ได้กับการออกกำลังกายด้วย …
ถ้าเราออกกำลังกายหนักอย่างสม่ำเสมอ เหมือนเดิมทุกวัน ร่างกายก็จะปรับตัวให้คุ้นเคย จนการออกกำลังกายหนักไม่ส่งผลดี และไม่ช่วยให้น้ำหนักลดลง หนทางที่ดีกว่า คือ ออกกำลังกายปานกลาง 2 วัน ออกกำลังกายหนัก 1 วัน แล้วพักร่างกาย 1 วัน
วิธีนี้นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกาย ยังให้ผลดีในด้านการพัฒนากล้ามเนื้อ เพราะมีวันพักให้กล้ามเนื้อฟื้นตัว