“The Orange Girl” มีชื่อภาษาไทยว่า “ส้มสื่อรัก” ฉันไม่เถียงหรอกว่าเนื้อหามันเกี่ยวข้องกับ “ผู้หญิง” และ “ส้ม” แต่ที่แน่ๆ หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่นิยายรัก
คิดแล้วเสียดายที่คนจะมองข้ามเนื้อหาชวนขบคิดที่อยู่ข้างใน เพราะชื่อหนังสือกับการออกแบบปกไม่ได้เร้าใจชวนให้ใครหยิบอ่าน แต่ถ้าจะให้ฉันตั้งชื่อภาษาไทย ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะตั้งยังไงเหมือนกัน ส่วนเรื่องออกแบบปกฉันคงทำให้ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้ได้ยาก
คนเราก็แบบนี้ใช่ไหม ติว่านั่นไม่ดี นี่ไม่เหมาะ
แต่ก็บอกไม่ได้ว่าอะไรที่มันจะดีกว่า
เข้าทำนอง “ตั้งป้อมบ่นด่า ง่ายกว่าลงมือทำ”
ปกติแล้วหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คที่มีความหนาไม่เกิน 200 หน้า ฉันสามารถอ่านให้จบได้ภายใน 3 – 5 ชั่วโมง แต่หนังสือ “นิยายเชิงปรัชญา” เล่มนี้ ฉันใช้เวลาอ่านนานจนทำลายสถิติ เพราะมีแง่มุมให้ต้องขบคิดมากเหลือเกิน
เปิด อ่าน คั่น วาง คิด
เปิด อ่าน คั่น วาง คิด
เปิด อ่าน คั่น วาง คิด
…
วนเวียนอยู่อย่างนี้ทั้งสัปดาห์
เกือบจะอ่านไม่จบ แต่ก็กระหายใคร่รู้ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป อึดอัดขัดใจกับการให้รายละเอียดมากมายในการดำเนินเรื่อง แล้วก็มาเข้าใจในตอนท้ายว่ารายละเอียดพวกนั้นไม่ได้มากมาย หากขาดไปคงไม่พอเพียงที่จะขมวดปมจบได้อย่างคมคาย
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
คนบางคนก็คล้ายหนังสือประเภทนี้
ซับซ้อน มีรายละเอียดมาก และทำตัวยากที่จะเข้าใจ
จนเราท้อแต่ก็ไม่อาจจะละสายตาหรือเลิกราได้
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
- นักข่าวกับผู้ปกครองมีนิสัยเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ ช่างสอดรู้สอดเห็น ส่วนนักการเมืองกับเด็กๆ ก็เหมือนกันตรงที่ มักจะถูกไต่สวนซักฟอกด้วยคำถามที่ตอบไปก็เป็นภัยเข้าเนื้อตัวเองเปล่าๆ (p.90)
- ข้อตกลงระหว่างเราไม่มีอะไรซับซ้อนเกินเข้าใจ เพียงแต่มันทำใจลำบากเท่านั้น เทพนิยายทุกเรื่องต้องมีกฏกติกา แต่ละเรื่องก็มีกฏแตกต่างกัน กฏเหล่านี้มีไว้ให้ปฏิบัติตามโดยไม่ต้องซักถามหรือเข้าใจ ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามก็อย่าหวังว่าจะได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ (p.109)
- ถ้าคนสองคนเที่ยวตามหากันโดยแทบไม่ทำอย่างอื่นเลยละก็ โอกาสที่จะเจอกันก็ย่อมต้องมี (p.125)
- การพัฒนาทางกายภาพของเผ่าพันธุ์มนุษย์ มักล้ำหน้าการพัฒนาทางจิตใจและอารมณ์เสมอ บางทีรูปลักษณ์ทางกายภาพของจักรวาลอาจเป็นเพียงเปลือกนอก ที่มาห่อหุ้มความตื่นรู้ภายในตัวตนของเราเท่านั้น (p.145)
- ทุกอย่างที่ดำรงอยู่จะดับลับไปเมื่อถึงจุดสิ้นสุด และสิ่งสุดท้ายที่คนเราต้องเกาะกุมไว้จนนาทีสุดท้าย มักเป็นมือของใครสักคนเท่านั้น (p.158)
- ทุกครั้งที่เราตายในเกม ฉากใหม่ก็จะปรากฏบนจอภาพให้เราเล่นต่อ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่มี ‘ฉากใหม่’ สำหรับวิญญาณที่หลุดลอยออกจากร่าง? พ่อคิดว่าคงไม่มี พ่อไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แต่เราก็มีคำศัพท์เรียกความใฝ่ฝันถึงสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เราเรียกมันว่า ‘ความหวัง’ (p.168)
- ชีวิตก็เหมือนการซื้อลอตเตอรี่ เรารับรู้เฉพาะข่าวของคนถูกรางวัลเท่านั้น (p.195)
